(ซีรีย์ Second Brain นี้ ผมจะแชร์เรื่องการสร้าง AI + Second brain ของตัวเองครับ จะลงตอนใหม่ทุก 2 อาทิตย์จนกว่าจะจบ)
Second Brain คืออะไรกันแน่?
คอนเซปต์ Second Brain หรือ “สมองที่สอง” ทำให้คนมักจะคิดว่า มันคือการที่เราสร้างสมองที่สองในรูปแบบดิจิตัล โดย”โยนทุกอย่างที่เจอ” เก็บไว้ในแอพจดโน้ตสักตัว
สิ่งที่เรานำไปเก็บก็เช่น
- วีดิโอทุกอันที่ยังไม่มีเวลา คิดว่าเดี๋ยวมาดู
- บทความทุกอันที่ยังอ่านไม่จบ เก็บไว้ก่อน
ซึ่งก็จะเจอว่า Second brain กลายเป็นที่เซฟบทความไว้อ่าน 500 อัน สุดท้ายไม่ได้กลับไปอ่านสักอัน
ผมเคยเป็นแบบนี้ แล้วพอทำจนแอพจดโน้ตตัวแรกมีข้อมูลเยอะเกินไป ก็ย้ายไปแอพจดโน้ตตัวใหม่ แล้วทำแบบเดิมวนไป สู่แอพจดโน้ตที่สอง สาม สี่
จนสุดท้าย มาตกผลึกได้ว่า
ถ้าเก็บแล้วไม่เคยดึงกลับมาใช้ = เรากำลังสร้าง ขยะดิจิทัล ดีๆ นี่เอง
เคยเจอมั้ย คนที่เก็บของไว้ในบ้านเยอะ ๆ ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ ไม่มีค่าอะไร แค่ชอบเป็นเจ้าของ และไม่ยอมทิ้งสักอย่าง จนบ้านรกไปหมด เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Hoarder

การเก็บของใส่แอพจดโน้ตแล้วไม่ได้กลับมาอ่านเลย ก็คือ Hoarder ในรูปแบบ Digital นั่นเอง
พอผมคิดได้ว่าการเก็บทุกอย่างถึงไม่ได้นำมาใช้ เสียแรงเปล่าในการเก็บ อาจจะได้โดพามีนระยะสั้นตอนเราเซฟ แต่ระยะยาวไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลย จึงเปลี่ยนการเก็บข้อมูลลง Second brain ของตัวเอง มาโฟกัสที่การเก็บเฉพาะ สิ่งที่มีคุณค่ากับเราจริง
ประกอบกับการมาของ AI ที่ทำให้การหาข้อมูล, ถามคำถาม Second brain กลายเป็นเรื่องง่าย อย่างกับมีเลขาส่วนตัว
เลยทำให้ตอนนี้ผมมี AI Second brain ที่ใช้แล้วชอบมาก ๆ อยากมาแชร์วิธีสร้างแบบง่าย ๆ ในบทความซีรีย์นี้ ทุกคนจะได้มี AI Second brain ของตัวเองกัน
Second brain ไม่ใช่เรื่องใหม่
เราอาจจะเคยทำ Second brain มาแล้ว แค่ว่าตอนนั้นคำว่า “Second brain” ยังไม่โด่งดังขนาดนี้
ในยุคก่อน AI ที่ยังไม่ได้ทำงาน Remote ผมจะมีสมุดเล่มนึงวางไว้บนโต๊ะทำงานเสมอ เวลาไปประชุมก็พกไปด้วยตลอด

สมุดเล่มนี้ใช้จดสิ่งที่พูดกันในที่ประชุม รวมถึง Key actions ที่ต้องทำหลังประชุม และนอกประชุม ก็ยังใช้ขีดเขียนไอเดียเพื่อสรุปสิ่งที่ฟุ้งในสมองตัวเอง
ถ้าจำตรงไหนไม่ได้ หรือคุ้น ๆ ข้อมูลนี้แต่ไม่ชัวร์ ผมจะเปิดมาดูเมื่อไหร่ก็ได้
สมุดเล่มนี้ คือ Second brain ของผม
แน่นอนว่าพอเป็นสมุด ข้อเสียคือ
- ❌ เสิร์จ (ค้นหา) ข้อมูลไม่ได้
- ❌ พอจดไปเรื่อย ๆ หลายเล่มเข้า ตอนจะมาหา ก็จำไม่ได้ว่าเรื่องนั้นจดไว้เล่มไหน หน้าไหน
- ❌ สมุดต้องพกติดตัวตลอด ถ้าลืมไว้ที่บ้าน ก็เหมือนความจำครึ่งนึงหายไปกับมัน
- ❌ สมุดไม่มี back up ตัวเอง ทำหาย = หายจริง เริ่มใหม่จากศูนย์
เลยทำให้ผมชอบการจดแบบดิจิตัลมาก เพราะข้อเสียด้านบนหายไปหมด
- ✅ เสิร์จก็ได้
- ✅ พื้นที่เก็บแทบจะ Unlimited ทำให้เราจดโน้ตหลาย ๆ ปีได้ในที่เดียวจบ
- ✅ พกไปไหนก็ได้ คอม มือถือ เข้าถึงได้หมด
- ✅ back up อัตโนมัติ ไม่มีวันหาย
ปัญหาอีกนิดหน่อย คือ ก่อนยุค AI การเสิร์จทำได้เฉพาะข้อมูลตัวอักษร และต้องเสิร์จตัวหนังสือที่เขียนเป๊ะ ๆ
การ “ถามคำถาม” กับข้อมูลเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในยุคนั้น
แต่พอมาถึงยุค AI เรามี AI Model ที่ไม่ใช่แค่เข้าใจตัวอักษร แต่อ่านรูปก็เข้าใจ แล้วสรุปข้อมูลได้อีก ทำให้
- 🤖 เสิร์จด้วยคำที่ไม่ต้องตรงเป๊ะ AI ก็ไปหามาให้ได้
- 🤖 ถึงข้อมูลจะอยู่ในรูป AI ก็อ่านเจอ
- 🤖 อยากรู้อะไร ถามคำถามได้เลย AI สรุปคำตอบมาให้
- 🤖 ถ้าอยากนำข้อมูลที่มีใน Second brain มาทำต่อ เป็นรูปภาพ, Mindmap, To do list ก็สั่ง AI ได้หมด
เลยกลายเป็นว่า พอมี AI เข้ามาแล้ว Second brain เก่งขึ้นเยอะมากกกกกกกกก
Second brain ของเราไม่ได้เป็นแค่ “คลังเก็บของ” อีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ “คุยด้วยได้” เหมือนมีผู้ช่วยที่อ่านโน้ตทุกอย่างของเราจบหมดแล้ว พร้อมตอบทุกคำถาม
คำถามต่อมา คือ แล้วเราจะใช้ความสามารถนี้ของ AI Second brain ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดได้ยังไง? จะเล่าแนวคิดสำคัญให้ฟัง
แนวคิดนี้พอผมเจอ ก็รู้สึกปลดล็อกมุมมองเกี่ยวกับ AI Second brain ไปเลย
First brain + Second brain + AI = Superpower
“เราไม่จำเป็นต้องมี Second brain ก็ได้ ถ้าไม่มี First brain”
(Perth Woratana🇦🇺🇹🇭)
คนส่วนใหญ่ทุ่มเวลาไปกับการทำให้ Second brain สวยขึ้น เช่น
- คนใช้แอพจดโน้ตอย่าง Notion ก็จะอวด Dashboard สวย ๆ ที่สร้าง
- หรือคนใช้แอพ Obsidian ก็จะอวดความอลังการของกราฟตัวเอง

จนลืมไปว่า ปลายทางจริง ๆ ของการทำ Second brain คือ ทำให้ First brain ของเราคิดได้ดีขึ้น
แยกได้ว่า
- First brain คือ สมองจริง ๆ ในหัวของเรา มีหน้าที่ คิด ตัดสินใจ สร้างสรรค์ ไม่ได้มีไว้เก็บข้อมูล
- Second brain คือ คลังข้อมูลส่วนตัว หน้าที่คือ จำและเก็บ เพื่อให้ First brain ไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้เอง
พอหน้าที่ในการ “จำ” “เก็บ” “หา” ถูกยกให้ Second brain + AI ดูแลไปหมดแล้ว First brain ของเราก็ไม่ต้องเปลืองพลังไปกับการพยายามจำอีกต่อไป
เหลือพลังเต็ม ๆ ไว้ทำสิ่งที่มีแค่ First brain เท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือ “คิด” “ตัดสินใจ” “สร้างสรรค์” ไอเดียที่เราเก็บมาใน Second brain
และพอ First brain กับ Second brain ต่างทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ โดยมี AI เป็นตัวเชื่อม ก็กลายเป็น superpower (พลังพิเศษ) ที่ทำให้เราเรียนรู้และทำงานได้เร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด
หวังว่าอ่านแล้วจะรู้สึกอยากเริ่มทำ AI Second brain ของตัวเองกันครับ ในตอนหน้า เราจะมารู้จักวิธีการใช้โปรแกรมฟรี ในการสร้าง Second brain กัน ทำให้คุณมีสมองส่วนตัวได้โดยที่ไม่เสียเงินสักบาท! (ส่วน AI Model ผมแนะนำให้จ่ายเงิน ยังไม่มีตัวฟรีที่เก่ง ๆ 🤣)
แล้วเจอกันตอนหน้าครับ!
—-
ส่งท้าย: แนะนำ Tech Cafe

ถ้าอยากเรียนรู้ไปถึงระดับการ Setup แบบ Step-by-step ผมกำลังเขียนบทความสอน Setup Second brain แบบละเอียด อย่างกับจับมือทำ
เจอกันได้ที่
Community ของ Tech Cafe เป็นที่ที่เราจะอัพเดทด้าน AI ให้ตลอด ให้คุณไม่ตกเทรนด์ และใช้ AI ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมพูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่สนใจด้าน AI เหมือนกัน





