data vis technique how to choose

[Free PDF] สูตรลับ Data Visualization – Mind map วิธีเลือก Chart ให้คนดูเข้าใจง่าย

เคยไหมอยากสร้างกราฟเพื่อแสดงดาต้า แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช้กราฟอะไรดี เลือกไม่ถูก หรือใช้กราฟซ้ำๆไปมาอยู่อันสองอัน บทความนี้เราจะมาคุยกันว่า มีกราฟอะไรอีกบ้าง เราจะสร้างกราฟยังไงให้ปัง เราลองมาดูกันเลย

ก่อนที่จะเลือกกราฟ เราต้องรู้จุดมุ่งหมายของเราก่อนว่าจะพลอตไปเพื่ออะไร เพราะแต่ละกราฟก็มีความแตกต่างกัน และสื่อความหมายออกมาต่างกันด้วย เราต้องเริ่มคิดจากว่า เราอยากจะบอกอะไรกับผู้ชม หรือคนที่ดูกราฟของเรา

171561269 906557530194048 4172813789370352724 n
Mind map วิธีเลือก Chart ให้คนดูเข้าใจง่าย [ดาวน์โหลดเวอร์ชั่น PDF ชัด ๆ ได้โดยกรอกฟอร์มด้านล่างนี้เลย – ถ้าฟอร์มไม่ขึ้น รอสักครู่เดียวครับ]

การเลือกกราฟให้คนดูเข้าใจได้ง่าย เริ่มต้นง่าย ๆ ได้โดย ถามคำถามว่า “เราต้องการพลอตกราฟเพื่ออะไร”

โดยคำตอบของเราจะอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตามหัวข้อด้านล่างนี้เลยครับ

เราต้องการพลอตเพื่อที่จะเข้าใจ การแจกแจงของดาต้า ?

เมื่อเรารู้แล้วว่า เราอยากดูการแจกแจง (Distribution) ของดาต้า ซึ่งสามารถดูได้ว่า เทรนของข้อมูลเป็นอย่างไร range อยู่ในช่วงไหน มีข้อมูลที่หน้าตาผิดแปลกจากข้อมูลส่วนใหญ่ (outlier) ไหม เราสามารถใช้กราฟได้ดังต่อไปนี้

หนึ่ง variable

density
Density Plot

Frequency หรือ Density Plot

  • เรียกอีกชื่อว่า Kernel Density Plot หรือ Density Trace Graph
  • เป็นพลอตที่แสดงการแจกแจงของข้อมูลเป็นแบบช่วงค่าที่ต่อเนื่อง (Continuous) หรือตามช่วงเวลา
  • จุดสูงสุดของพลอต คือจุดที่มีความถี่ (Frequency) หรือจำนวนของดาต้าสูงสุด
  • ข้อดีคือสามารถบอกรูปร่างของการแจกแจงของข้อมูลได้เลย โดยไม่ต้องแบ่งเป็นช่วงแบบ Histogram
  • ใช้ในกรณีที่มีดาต้าเยอะ
histogram
Histogram

Histogram

  • เป็นพลอตที่มีหน้าตาคล้าย Bar Chart ทำหน้าที่เหมือนกับ Density Plot ตรงที่แสดงการแจกแจงของข้อมูลเป็นแบบช่วงค่าที่ต่อเนื่อง (Continuous) หรือตามช่วงเวลา
  • แต่ละบาร์แสดงสถิติความถี่ (Frequency) ของดาต้าในช่วงนั้นๆ (Bin/Interval)
  • สามารถบอกได้ว่าจุดไหนมีค่ากระจุกตัวมาก หรือมีค่าที่ต่างไปจากพวกไหม
  • ใช้ในกรณีที่มีดาต้าน้อย
Cumulative
Cumulative Frequency Diagram

Cumulative Frequency Diagram

  • เป็นพลอตที่ต่อมาจาก Frequency หรือ Density Plot ต่างกันที่พลอตนี้แสดงความถี่สะสม
  • สามารถหาค่ามัธยฐาน (Median) และ ค่า Quartile โดยประมาณได้ โดยใช้ 0.5 0.25 0.75 คูณกับจำนวนทั้งหมดเพื่อหาค่า median Q1 และ Q3 ตามลำดับ
box whisker
Box Plot

Box and Whisker Plot

  • เรียกอีกชื่อว่า Box & Whisker Plot
  • แสดงภาพรวมของการแจกแจงข้อมูลผ่าน Quartiles
  • เส้นที่ยื่นออกมาจากตัวกล่องเรียกว่า Whisker
  • ข้อดีคือใช้พื้นที่ได้แบบจำกัด ในขณะที่สามารถเปรียบเทียบหลายกลุ่ม
  • สิ่งที่บอกได้จากพลอตนี้คือ
  • Range ค่าต่ำสุด (Min) ค่าสูงสุด (Max) ค่ามัธยฐาน (Median) ค่า Quartile ที่1และ3
  • ดูว่ามี Outlier ไหมและมีค่าเท่าไหร่
  • แจกแจงของข้อมูล สมมาตร (Symmetrical) หรือไม่
  • ดาต้ากระจุกตัวกันมากขนาดไหน
  • ดูว่ามีการ skew หรือไม่ไปในทิศทางไหน
violin
Violin Plot

Violin Plot

  • เป็นการรวมกันของ Box Plot และ Kernel Density Plot สามารถเห็นรูปร่างการแจกแจงของดาต้า (Probability Density) ได้
  • จุดสีขาวตรงกึ่งกลางคือค่ามัธยฐาน (Median)
  • ช่วงดำๆตรงกลางคือ Interquartile Range (Q3 – Q1)
  • เส้นที่ยื่นออกไปจากบนลงล่างคือ ค่าสูงสุด (Max) และค่าต่ำสุด (Min)
stem 1
Stem Plot

Stem and Leaf Plot

  • เรียกอีกชื่อว่า Stem Plot หรือ Stem & Leaf Display
  • แสดงการแจกแจงของข้อมูลโดยเรียงลำดับจากน้อยไปมาก โดยให้ตัวเลขแรกเป็นหลัก ใส่ไว้ใน stem ตัวเลขที่เหลือใส่ด้านข้างใน leaf
  • สามารถเห็นภาพรวม หาค่าผิดปกติ (Outlier) หรือหาค่าฐานนิยม (Mode)ได้
  • ข้อเสียของพลอตนีัคือ แสดงได้ดีในขนาดของดาต้าจำกัดเท่านั้น
dot matrix 1
Dot Matrix Chart

Dot Matrix Chart

  • แสดงดาต้าแบบ discrete เป็นจำนวนจุด
  • สีแต่ละสีแสดงกลุ่มที่แตกต่างกัน
  • แสดงภาพรวมของการแจกแจง และสัดส่วนในแต่ละกลุ่มได้ในพลอตเดียว

สอง variable

scatter
Scatter Plot

Scatter Plot

  • เรียกอีกชื่อว่า Stem Graph, Point Graph, Scatter Chart หรือ Scattergram
  • เป็นพลอตที่ใช้บ่อยมากที่สุด
  • แสดงรูปร่างของการแจกแจง (Distribution) ให้เห็นได้
  • สามารถเปรียบเทียบการแจกแจงของ สอง variable ได้
Dot map
Dot Map

Dot Map

  • เรียกอีกชื่อว่า Point Map, Dot Distribution Map หรือ Dot Density Map
  • เป็นพลอตที่เป็นแผนที่ที่สามารถเห็นการแจกแจงของข้อมูลทั่วทุกเขตได้ โดยให้จุดขนาดเท่าๆกันแทนตัวเลข
  • สามารถมองเห็นแบบแผนได้ง่าย

เราต้องการพลอตเพื่อดู ความสัมพันธ์ ระหว่าง variable ?

ถ้าเราอยากรู้ว่า variable แต่ละอันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร จะเป็นแบบว่า อันหนึ่งเพิ่ม อีกอันหนึ่งก็เพิ่ม หรือ อันหนึ่งเพิ่ม อีกอันหนึ่งลด หรือ ดูความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้น แบบมีมากกว่าสอง variable ขึ้นไป ก็ทำได้ดังนี้

หนึ่ง variable

Vane
Venn Diagram

Venn Diagram

  • เรียกอีกชื่อว่า Set Diagram
  • แสดงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม
  • ส่วนที่ซ้อนกัน (Intersection) คือส่วนที่มีดาต้าเหมือนกัน
  • สามารถมีดาต้าเซทได้ตั้งแต่ 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 โดยที่ความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

สอง variable

line chart
Line Chart

Line Chart

  • เป็นพลอตที่โชว์ค่าเชิงปริมาณของค่าที่เป็นลำดับ หรือถูกเรียงไว้อยู่แล้ว
  • แสดงแนวโน้ม หรือ ความคืบหน้าของ variable ตามเวลา
  • แสดงดาต้าได้หลายกลุ่มในกราฟเดียว
  • ควรใช้เมื่อมีดาต้าที่เป็น continuous
scatter 1
Scatter Plot

Scatter Plot

  • แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัวแปร ว่ามีลักษณะเป็นเส้นตรง (Linear) หรือว่าเป็นเส้นโค้ง (Curvilinear)
  • แสดงสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างตัวแปร ว่าเป็นบวก ลบ หรือ ไม่มีสหสัมพันธ์
  • แสดงค่า extreme หรือ ค่าที่มีโอกาสเป็น outlier

สาม variable ขึ้นไป

bubble 1
Bubble Chart

Bubble Chart

  • เป็นพลอตที่มีหน้าตาคล้าย Scatter Plot
  • แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง variable โดยเปรียบเทียบความสัมพันธ์ สัดส่วน และ correlation
  • มีแกน x แกน y สำหรับสอง variable แรก มีขนาดของ bubble สำหรับ variable ที่สาม อีกทั้งยังใช้สีบ่งบอกประเภทของvariable ที่สี่ และก็สามารถทำให้ bubble chart เคลื่อนไหวตามเวลาได้
Network
Network Diagram

Network Diagram

  • เรียกอีกชื่อว่า Network Graph, Network Map หรือ Node-Link Diagram
  • แสดงความสัมพันธ์ว่าแต่ละส่วนเชื่อมต่อกันอย่างไร ผ่าน node หรือ vertices และ link
  • มีจุดหรือวงกลมเล็กๆเป็น node และมีเส้นเชื่อมต่อกัน (Link) แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง node
  • ขนาดและความยาวของเส้นเชื่อม อาจไม่เท่ากันเสมอไปขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่ถูกตั้งไว้
Arc Diagram
Arc Diagram

Arc Diagram

  • เป็นพลอตที่ทำหน้าที่คล้าย Network Diagrams 2 มิติ
  • จุดที่อยู่ระหว่างเส้นเรียกว่า node เส้นที่อยู่ระหว่าง node เรียกว่า arc โดยที่ความหนาระหว่างเส้นบ่งบอกความถี่ระหว่าง node แรกกับ node ที่สอง
Tree Diagram
Tree Diagram

Tree Diagram

  • เรียกอีกชื่อว่า Organisational Chart หรือ Linkage Tree
  • เป็นพลอตแบบลำดับชั้น (Hierarchy) ที่เห็นบ่อย และเข้าใจได้ง่ายที่สุดพลอตหนึ่ง
  • มีส่วนบนสุดเป็น root node แตกตัวเป็น node ไล่ลงมาจนถึง leaf node (ไม่มีการแตกตัวต่อ) เส้นที่เชื่อมกันแสดงความสัมพันธ์เรียกว่า branch
  • มักใช้แสดงความสัมพันธ์ในครอบครัว แผนผังองค์กร หรือแผนผังสปีชีส์ต่างๆ

เราต้องการพลอตเพื่อที่จะ เปรียบเทียบค่า ?

ในกรณีที่เราอยากเปรียบเทียบค่าเพื่อดู trend ความแตกต่าง หรือการเปลี่ยนแปลง ว่ามีค่ามากน้อย เพิ่มลดตรงไหน สามารถทำได้โดย

เปรียบเทียบเพื่อดูความแตกต่างระหว่างกลุ่ม

bar
Bar Chart

Bar Chart หรือ Column Chart

  • เป็นพลอตที่ง่ายต่อการอ่าน และการเปรียบเทียบให้เห็นภาพมาก
  • แสดงค่าเชิงปริมาณของกลุ่มนั้นๆ
  • ไม่ควรใช้เมื่อมีไอเทมในการเปรียบเทียบเยอะเกินไป เพราะจะยากในการอ่านชื่อ (Label)
  • สามารถแสดงค่าติดลบได้
mekko
Mekko Chart

Mekko Chart หรือ Marimekko Chart

  • เรียกอีกชื่อว่า Mosaic Plot
  • เป็นพลอตที่เปรียบเทียบค่า แสดง composition และสัดส่วนของดาต้าแต่ละกลุ่ม (Categorical Data)
  • แกนแต่ละแกนแสดงค่าในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ รวมถึงความกว้างก็แสดงออกมาตามเปอร์เซ็นต์นั้นด้วย
  • ข้อเสียอย่างหนึ่งคือ อาจจะยากที่จะดูกราฟเมื่อมีกลุ่มหลายกลุ่ม
bullert
Bullet Graph

Bullet Graph

  • เป็นพลอตคล้ายๆปรอทวัดไข้
  • มักจะใช้แสดง rating หรือ performance
  • เส้นหนาที่อยู่ตรงกลางเรียกว่า Feature Measure
  • เส้นที่อยู่ในแนวตั้งเรียกว่า Comparative Measure เป็นจุดที่บอกว่าเราถึงเป้าหมายหรือไม่
  • ถ้าค่า Feature Measure เลยจุดที่ตั้งไว้ก็แปลว่าเราถึงเป้าหมายนั่นเอง
Pop pyramid
Population Pyramid

Population Pyramid

  • เรียกอีกชื่อว่า Age & Sex Pyramid
  • แสดงการแจกแจงของประชากรโดยแบ่งตามเพศ และอายุ
  • แกน x เป็นจำนวนประชากร ส่วนแกน y เป็นกลุ่มอายุ
  • สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลง หรือแบบแผนของค่าต่างๆ ของประชากรจากหลายประเทศทั่วโลกได้
  • มักจะใช้ในนิเวศวิทยา สังคมวิทยา และเศรษฐศาสตร์
Multi
Multi-set Bar Chart

Multi-set Bar Chart

  • เรียกอีกชื่อว่า Grouped Bar Chart หรือ Clustered Bar Chart
  • เป็นพลอตแบบหนึ่งของ Bar Chart ใช้เมื่อมีดาต้าสองชุดขึ้นไป
  • แสดงค่าเชิงปริมาณของแต่ละกลุ่ม สามารถเปรียบเทียบค่าของกลุ่มนั้นๆได้ และยังแยกกลุ่มได้โดยใช้สีโทนต่างๆ
Chord diagram
Chord Diagram

Chord Diagram

  • เป็นพลอตที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Inter-Relationship)
  • เปรียบเทียบความเหมือนในดาต้าเซท หรือระหว่างกลุ่มในดาต้าเซท
  • ความหนาของ เส้นที่เชื่อม (Arc) จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่ให้มา โดยมีสีที่ต่างกันในการบอกกลุ่ม ขอบของวงกลมแสดงกลุ่มแต่ละกลุ่มนั้นเรียกว่า node
Pictogram chart
Pictogram Chart

Pictogram Chart

  • เรียกอีกชื่อว่า Pictograph Chart, Pictorial Chart, Pictorial Unit Chart หรือ Picture Graph
  • แสดงจำนวนโดยใช้ไอคอนแทนปริมาณ เช่นให้หนึ่งไอคอนแทนคน 10 คน
  • ง่ายต่อการเข้าใจสำหรับทุกคน
Choropeth
Choropleth Map

Choropleth Map

  • เป็นพลอตในแบบแผนที่ที่แบ่งแต่ละพื้นที่ตามเขต
  • ความเข้มของสีขึ้นอยู่กับค่าเชิงปริมาณของ variable ที่เราสนใจ
  • สามารถมองภาพรวมของแต่ละพื้นที่ได้ในพลอตเดียว
  • มักใช้กับ raw ดาต้า เช่นจำนวนประชากร มากกว่าที่จะใช้กับดาต้าที่แปลงค่ามาแล้ว เช่นจำนวนประชากรต่อพื้นที่หนึ่งกิโลเมตร

เปรียบเทียบเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงตามเวลา

line chart 1
Line Chart

Line Chart

  • เป็นพลอตที่โชว์ค่าเชิงปริมาณของค่าที่เป็นลำดับ หรือถูกเรียงไว้อยู่แล้ว
  • แสดงแนวโน้ม หรือ ความคืบหน้าของ variable ตามเวลา
  • แสดงดาต้าได้หลายกลุ่มในกราฟเดียว
  • ควรใช้เมื่อมีดาต้าที่เป็น continuous
bar 1
Column Chart

Column Chart

  • Bar Chart แบบแนวตั้ง
  • เป็นพลอตหนึ่งที่ใช้ดูตามเวลาได้ โดยให้แกน x เป็นช่วงเวลา แกน y เป็นค่าที่เราสนใจเชิงปริมาณ
radar
Radar Chart

Radar Chart

  • เรียกอีกชื่อว่า Circular Area Chart, Spider Chart, Web Chart, Polar Chart หรือ Star Chart
  • เปรียบเทียบค่าเชิงปริมาณของหลาย variable ได้ โดยให้มุมแต่ละมุมแทน variable แต่ละ variable
  • สามารถเห็น outlier ได้
  • มักใช้ในการแสดง performance

เราต้องการพลอตเพื่อดูส่วนประกอบของดาต้านั้นๆ ?

ไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา

pie
Pie Chart
donut
Doughnuts Chart

Pie Chart และ Doughnuts Chart

  • เป็นพลอตที่เป็นที่นิยมของใครหลายๆคน
  • แสดงสัดส่วนของแต่ละไอเทมในกลุ่ม โดยที่แต่ละ slice แสดงสัดส่วนเป็นเปอร์เซนท์
  • มักถูกใช้แสดงหลายไอเทมในพลอตเดียว แต่ตาของคนเราปกติจะแยกขนาดของ slice ขนาดใกล้เคียงกันได้ยาก
  • ในกรณีที่มีส่วนเล็กๆ จะยากต่อการจับคู่ label
Waterfall
Waterfall

Waterfall chart

  • เป็นพลอตที่แสดง composition
  • แสดงค่าตั้งต้น การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นบวก หรือลบจากค่าตั้งต้น และค่าสุดท้าย (ผลลัพธ์)
  • ยกตัวอย่าง การแสดงรายได้ของบริษัท และค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ รวมกันเป็นกำไร หรือขาดทุน
stacked bar 1
Stacked Bar Chart

Stacked Bar Chart

  • แสดงสัดส่วนที่อยู่ในกลุ่มของแต่ละแท่ง
  • มีสองแบบ Simple Stacked Bar Graphs ซึ่งอยู่ทางซ้าย และ 100% Stack Bar Graphs ซึ่งอยู่ทางขวาในรูป
  • Simple Stacked Bar Graphs เป็นการบวกค่าเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เหมาะกับการเปรียบเทียบค่าทั้งหมดของแต่ละแท่ง
  • 100% Stack Bar Graphs แสดงออกโดยคิดสัดส่วนออกมาเป็นเปอร์เซนท์ของแต่ละกลุ่ม
tree map
Tree Map

Tree Map

  • เป็นพลอตที่ทำหน้าที่คล้าย Tree Diagram แต่แสดงค่าเชิงปริมาณเข้ามาด้วยโดยใช้ขนาดเป็นตัวกำหนด
  • กลุ่มแต่ละกลุ่มจะบอกปริมาณได้ด้วยขนาด เช่นเดียวกับกลุ่มย่อยๆที่มีขนาดเล็กลงไปในกลุ่มนั้นๆ
  • ในกรณีที่ไม่รู้ขนาด พื้นที่ที่เหลือจะถูกแบ่งให้เท่าๆกันในกลุ่มย่อย
wordcloud
Word Cloud

Word Cloud

  • เรียกอีกชื่อว่า Tag Cloud
  • เป็นการแสดง key word หรือความถี่ของคำที่ปรากฎ
  • ยิ่งมีจำนวนความถี่มากเท่าไร ขนาดของคำๆนั้นก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
  • สามารถทำเป็นรูปร่างต่างๆได้ เช่น คอลัมน์ หรือแถบขวาง
Sunbrust
Sunbrust Diagram

Sunbrust Diagram

  • เรียกอีกชื่อว่า Sunburst Chart, Ring Chart, Multi-level Pie Chart, Belt Chart หรือ Radial Treemap
  • เป็นพลอตที่ทำหน้าที่คล้าย Tree Diagram
  • วงแหวนจะเรียงลำดับ โดยนับจากชั้นในสุดเป็นกลุ่มใหญ่สุด แล้วย่อยลงมาเป็นวงแหวนชั้นถัดๆไปในกลุ่มนั้นๆ จนถึงชั้นสุดท้ายที่ไม่แตกตัวต่อไป
Bubble Map
Bubble Map

Bubble Map

  • เป็นพลอตในแบบแผนที่ที่แสดงจำนวน หรือค่าเชิงปริมาณเป็นตัวเลขใน bubble
  • ขนาดของ bubble จะขึ้นอยู่กับค่านั้นๆ
  • ใช้ได้ดีในการเปรียบเทียบสัดส่วนในแต่ละเขตคล้ายกับ Choropleth Map
  • ข้อเสียคือขนาดของ bubble อาจใหญ่เกินพื้นที่ได้

เปลี่ยนแปลงตามเวลา

stacked area
Stacked Area Chart

Stacked Area Chart

  • พลอตที่คล้ายกับ Line Chart โดยใส่สีให้พื้นที่ใต้เส้น
  • แสดงดาต้าได้หลายกลุ่มในกราฟเดียว
  • แสดงค่าเชิงปริมาณทั้งหมดในแกน x ตามเวลาในแกน y โดยที่ไม่สามารถแสดงค่าที่ติดลบได้
stacked bar
Stacked Bar Chart

Stacked Bar Chart

  • เป็นพลอตที่แสดงสัดส่วนของไอเทมหลายไอเทมไว้ในบาร์เดียว หรือ แสดง composition เพื่อเปรียบเทียบไอเทมในกลุ่มนั้นๆ
  • แสดงความสัมพันธ์แบบ part-to-whole

เราต้องการพลอตเพื่อที่จะ ดูการเคลื่อนไหว ?

Sankey
Sankey Diagram

Sankey Diagram

  • แสดงปริมาณของสิ่งๆหนึ่งในสัดส่วนที่กำหนดไว้
  • ยิ่งสัดส่วนใหญ่ ขนาดของแถบก็จะใหญ่ไปด้วย
  • สีสามารถแบ่งออกมาเป็นกลุ่มต่างๆได้
  • มักใช้ใน การไหลของพลังงาน เงิน และสิ่งต่างๆ
Connection Map
Connection Map

Connection Map

  • เรียกอีกชื่อว่า Link Map หรือ Ray Map
  • การวาดพลอตนี้สามารถทำได้โดยใช้ทั้งเส้นโค้ง หรือเส้นตรงเชื่อมระหว่างจุดก็ได้
  • แสดงการเชื่อมกัน หรือความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละพื้นที่
  • สามารถใช้แสดงเส้นทางการบิน หรือแสดงแบบแผนต่างๆบนแผนที่
Flow Map
Flow Map

Flow Map

  • เป็นแผนที่ที่แสดงการเคลื่อนไหวของข้อมูลจากจุดๆหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง พร้อมทั้งค่าเชิงปริมาณ
  • มักจะใช้กับการย้ายถิ่นฐานของผู้อพยพ ไว้ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ และก็ใช้ได้กับการขนย้ายสิ่งของด้วย

สรุปการใช้กราฟ

ก่อนที่เราจะพลอตอะไรสักอย่าง ก็ต้องคิดก่อนว่าพลอตไปเพื่ออะไร และตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าจะใช้กราฟไหน โดยลองดูจากกราฟที่เราลิสมาให้เพื่อนๆได้เลย เพื่อที่จะได้สื่อความหมายที่เราต้องการและตอบโจทย์มากที่สุด นอกจากนี้กราฟหลายกราฟยังสามารถใช้ทำหน้าที่ได้หลายหน้าที่ เช่นสามารถแสดงความสัมพันธ์ พร้อมการแจกแจงได้ เพราะงั้นแนะนำให้เพื่อนๆลองดูกราฟให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของตัวเองเลยค่ะ

สำหรับใครที่สนใจการใช้งานจริงด้าน Data Visualization ก็สามารถลองเข้าไปอ่านบทความจากพี่ๆที่ Boonmee Lab ได้เลยค่า

ส่วนถ้าใครคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ อยากฝากให้ช่วยแชร์ให้เพื่อน ๆ หน่อยนะคะ และถ้าอยากติดตามบทความดี ๆ ด้าน Data กันบน Facebook หรืออยากมาพูดคุย ติชมกัน เชิญได้ที่ Facebook Page: DataTH – Data Science ชิลชิล เลยนะค้าา

แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

ขอบคุณรูปภาพจาก datavizcatalogue.com และ fusioncharts.com

บทความแนะนำอื่น ๆ

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.