china ai data science

วงการ AI ในจีนเจอวิกฤตการณ์ “สมองไหล”

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on email

ตั้งแต่เริ่มงานที่ออสเตรเลีย แอดก็ได้ฟังเรื่องของวงการ Data Science และ AI ในจีนมาเยอะครับ เพราะเพื่อนร่วมงานบางคนของแอดก็เป็นคนจีนนี่แหละ ที่ย้ายถิ่นฐานมาทำงานในออสเตรเลีย

ต้องยอมรับว่า จีน เป็นประเทศที่นำ Data และ AI มาใช้เยอะมาก ๆ ครับ เผื่อท่านใดยังไม่ทราบ ที่เมืองใหญ่ ๆ ของจีนมีการติดกล้องไว้แทบทุกมุมถนน กล้องนี้จะคอยจับทุกความเคลื่อนไหวของเรา

แอดเคยดูวีดิโอหนึ่งที่สัมภาษณ์ชาวต่างชาติในเซี่ยงไฮ้ เค้าเล่าว่าแค่เค้าเดินข้ามถนนโดยไม่รอไฟแดง บัญชี Wechat ของเค้าก็โดนหักเงินจากรัฐบาลจีนทันที เพราะมีกล้องที่คอยตรวจจับอยู่ว่าคุณเป็นใคร

วันนี้แอดได้อ่านบทความของ MIT Technology Review เรื่อง “เส้นทางการครองอำนาจด้าน AI ของจีนกำลังเจอปัญหาสมองไหล” ซึ่งน่าสนใจมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่มี AI ล้ำ ๆ เต็มไปหมด เลยขอเอามาแชร์ให้กับทุกท่านกันครับ

ใน 10 ปีที่ผ่านมา มีนักวิจัยด้าน AI คนจีนที่เก่ง ๆ เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า เมื่อปี 2008 มีนักวิจัยคนจีนเพียง 100 คนที่ได้ผ่านเข้าไปโชว์ผลงานในงาน NeurIPS ซึ่งเป็น Conference ด้าน AI ระดับโลกที่โด่งดังที่สุดงานหนึ่ง แต่พอมาถึงปี 2018 กลับมีนักวิจัยคนจีนเกือบ 1,000 คนที่ผ่านเข้าไปในงานเดียวกันนี้

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้งานวิจัยจากจีนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ก็เพราะในปี 2017 ที่จีนมีการประกาศแผนระดับประเทศในการผลักดัน AI และมหาวิทยาลัยในจีนก็เริ่มเปิดคอร์สปริญญาในด้าน AI #น่าไปเรียนจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ปัญหามีอยู่ว่า คนที่ส่งเปเปอร์เข้าไปในงาน NeurIPS มีเพียง 1/4 ที่อยู่ที่ประเทศจีน ส่วนที่เหลือทำงานอยู่นอกจีนกันทั้งนั้น โดยส่วนใหญ่คนที่อยู่นอกประเทศจะทำงานอยู่ที่อเมริกา

พูดตามตรงว่าแอดก็ไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่ เพราะวันก่อนดูวีดิโอเรื่อง Data Engineer ที่ Uber คนมาพูดเป็นคนจีนที่เก่งมาก ๆ เป็นคนดูแล Infrastructure ของ Uber และจากที่เคยเรียนปริญญาโทด้าน Data Science ที่นี่ ก็มีเพื่อนคนจีนที่เรียนด้วยกัน เก่งมาก ๆ อีกเหมือนกัน คนไทยเรียนตามไม่ทัน ?

อย่างไรก็ตาม แอดคิดว่าจีนยังมีโอกาสเป็นผู้นำทางด้าน AI ของโลกได้ เพราะเค้ามีการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมถึงมีอำนาจในการทำอะไรหลายอย่าง ที่ถ้าทำในประเทศแถบอเมริกา หรือยุโรป ก็คงจะโดนคนประท้วงเรื่องสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว นอกจากนั้นเทคโนโลยีเค้าก็ไปไกลมาก ๆ จ่ายเงินได้ทุกอย่างผ่านแอพ เป็น Cashless Society แบบ 200%

ส่วนของประเทศไทยเรา แอดอยากเห็นคนให้ความสำคัญของข้อมูลกันมากขึ้น และลองเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในงานที่ตัวเองทำอยู่ ยังไม่ต้องถึงกับเขียนเปเปอร์แข่งกับเค้าก็ได้ แค่นี้ก็ช่วยให้เราไปไกลขึ้นได้แล้วครับ :)

สำหรับท่านใดอยากอ่านบทความเต็มของ MIT Technology Review อ่านได้ที่นี่เลยนะครับ https://bit.ly/2ZaHtnc

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียน

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

คุณอยากเป็น Data Engineer มั้ย?

พบกับ คอร์สแรกในไทย ที่สอนความรู้ครบ
เรียนการสร้าง Data Pipeline บน Cloud จากต้นน้ำ - ปลายน้ำ พร้อม Workshop & Live สด

 

ไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อนก็เรียนได้

datath school logo